อาหารที่ชะลอความแก่

shutterstock_130608956

สำหรับผู้หญิงแต่ละคนมักจะมีการเติมแต่งใบหน้าและผิวพรรณให้คุณดูดีและมีเสน่ห์ด้วยเครื่องสำอาง ซึ่งเป็นเพียงการพรางกับริ้วรอยที่มีการเหี่ยวย่นอันจะเกิดจากอายุที่มีมากเกินไป หากคุณเองต้องการที่จะชะลอความแก่กับผิวพรรณที่ทำให้เปล่งปลั่ง มีผิวที่ผุดผ่อง และสวยแบบธรรมชาติ ควรที่จะดูแลเอาใจใส่กับการรับประทานเป็นอันดับแรก ๆ กันเลย ผู้หญิงหลากหลายคนที่มีอายุจำนวนมาก ๆ กำลังที่จะมีผิวที่แก่ แต่ถ้าอยากจะมีการดูแลผิวพรรณที่ดีตั้งแต่แรกเริ่มก็จะมีการชะล้อความแก้ได้ไปในระยะเวลายาวนาน

นับได้ว่าการชะลอความแก่นั้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมาก หากคุณคอยดูแลเรื่องสุขภาพอาหารการกินต่างต่าง ๆ ก็ย่อมจะมีผิวพรรณที่สวย

นับได้ว่าการชะลอความแก่เป็นเรื่องที่ผู้หญิงทุกคนควรทำกันอยู่แล้ว วันนี้จึงอยากแนะนำการชะลอความแก่แบบง่าย ๆ มาฝากคุณผู้หญิงที่กำลังหาเคล็ดลับดี ๆ ในการดูและตัวเอง ซึ่งดูแล้วว่าเป็นเรื่องที่ดีอย่างมาก

– แอปเปิ้ล เป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยจะมีเกลือแกลือแร่ โบรอน ที่จะสามารถช่วยให้มีสมองในการทำงานที่ดี ทำให้ไม่คิดมาก จนเกิดความเครียด แล้วทำให้แก่วัยยิ่งขึ้น

– บล็อกโครี่ จะมีสารอาหารหลากหลายชนิดด้วยกัน มีคุณสมบัติในการต่อต้านเกี่ยวกับมะเร็ง เช่น วิตามินซี วิตามินเอ และอื่น ๆ อีกมากมาย

– แครอท เป็นผักชนิดหนึ่งที่มีวิตามินซี ช่วยในการปกป้องผิวให้สดใส

– ปลา ซึ่งปลาทุกชนิดจะมีโอเมก้า3 ที่ช่วยในการชะลอความแก่ได้เช่นกัน

ดังนั้น วิธีในการชะลอความแก่นั้นเป็นเรื่องที่พลาดไม่ได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะวัยที่ต้องการดูแลเป็นพิเศษ จึงทำให้คุณผู้หญิงมีผิวพรรณที่ดี และสวยเปล่งปลั่งได้อย่างแน่นอน

ที่มาจาก: pangpond.com|>51055<|

จัดการไฟล์บน Google Drive ง่ายๆ ที่เราก็ทำได้

จากที่ในบทความที่แล้วเราได้พูดถึงการใช้งานง่ายๆ บน Google Drive กันไปแล้ว โดยวิธีนั้นจะเป็นการจัดการไฟล์ที่เป็นในรูปแบบเอกสารนั้นเอง แต่ทริบวันนี้เราจะพาเพื่อนๆ ไปดูวิธีการัดการไฟล์บน Google Drive ได้นั้นเอง โดยวิธีนี้จะน่าสนใจมากน้อยเพียงใดนั้นเราเราดูกันเลยดีกว่านั้นเอง

cover_photo_drive1

เกิดอะไรขึ้นหลังจากงานเลี้ยงเลิกรา

               shutterstock_138847463

                ชีวิตคนเราสมัยนี้นิยมสังสรรค์กันเป็นกิจวัตร  สักพักก็  งานแต่ง  งานวันเกิด  งานเลี้ยงรุ่น  งานบวช  เยอะแยะไปหมด  และที่หนักไปกว่านั้นคือสังสรรค์ทุกเย็นหลังเลิกงาน  ซึ่งหารู้ไม่ว่าสิ่งที่ตามมาหลังจากเฮฮาปาร์ตี้กันแล้วนั้นส่งผลเสียอะไรให้ร่างกายบ้าง

            แต่โลกทุกวันคงปฏิเสธยากเหลือเกินที่จะไม่ร่วมงานปาร์ตี้สังสรรค์กับใครเลย  ไม่ว่าจะขึ้นกับหน้าที่การงาน  เพื่อนฝูง  ญาติมิตร  หรือแม้แต่สังสรรค์ภายในครอบครัว  ซึ่งการสังสรรค์แต่ละครั้งก็คงหนีไม่พ้น  เหล้า  เบียร์  เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทั้งหลาย  ซึ่งถ้าดื่มบ่อย ๆ  ซ้ำ ๆ นานวันเข้าก็จะก่อเกิดโรคภัยต่าง ๆ ตามมาได้เช่นกัน เรามาดูกันครับว่าหลังงานเลี้ยงจบ  หลายคนต้องเจออะไรบ้าง ?

            –   ร่างกายเสื่อมโทรม  กลายเป็นเรื่องท็อก  ออฟ  เดอะทาวน์  ไปแล้วค่ะสำหรับการแฮงค์  หลังจากงานเลี้ยงเลิกรา  เพราะยิ่งถ้านอนไม่พอร่างกายก็จะยิ่งแก่เร็วยิ่งขึ้น  ผิวเหี่ยวย่น  แลดูไม่มีชีวิตชีวา  ถ้าดื่มติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ บวกกับสูบบุหรี่ด้วยแล้วคุณก็คงไม่แตกต่างจากซอมบี้ดี ๆ นี่เองครับ

            –   ชีวิตการทำงาน  แน่นอนการดื่มกินหนัก ๆ ย่อมส่งผลต่อหน้าที่การงาน  ไม่ว่าจะเป็นไปตามงานสาย  ง่วงซึมทั้งวัน  ประสิทธิภาพในการทำงานก็ลดลง  และยังเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายสำหรับคนที่ต้องทำงานตามหน้างาน เช่น  งานก่อสร้าง  เป็นต้น

            –   โรคภัยถามหา  เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ทราบถึงโรคภัยที่เกิดจากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มาบ้างแล้ว  แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยให้ความสำคัญกัน  เพราะคิดว่าไม่ได้เป็นกันง่าย ๆ คุณคิดผิดมหันต์เพราะปกติของคนเรา  เพราะสุราทำให้เป็นโรคที่เกี่ยวกับตับได้ง่ายมาก  ขนาดบางคนที่ไม่เคยดื่มสุราเลยก็ยังป่วยเป็นโรคได้มากมาย คนไม่เคยสูบบุหรี่ก็ยังต้องป่วยเพราะควันบุหรี่จากคนรอบข้าง  ฉะนั้นอย่ามองข้ามโทษของเครื่องมึนเมาเลยครับ  ถ้าลดได้ก็ควรลด  เลิกได้ยิ่งดี    หรือถ้าจำเป็นจริง ๆ ก็ดื่มพอเป็นพิธีก็คงไม่เสียหายหรอกคครับ

            –   อุบัติเหตุ  กฎหมายไทยระบุว่าห้ามผู้ที่เมาสุราขับขี่เครื่องยนต์  แต่สถิติการเกิดอุบัติเหตุจากการขับขี่ของคนไทยก็ยังมากขึ้นเรื่อย ๆ  สาเหตุหลัก ๆ ก็มาจากฤทธิ์สุรา  ซึ่งก็พลอยทำร้ายคนที่ไม่รู้ อิโหน่อิเหน่ไปด้วยแทบทุกครั้ง  ฉะนั้นถ้าเรารู้จักลิมิตของตัวเอง  ก็จะไม่เกิดเรื่องร้าย ๆ เกิดขึ้นแน่นอนคครับ

            สุรามีทั้งคุณและโทษสำหรับคนที่ดื่มเข้าไป  ข้อดีก็คงทำให้สังสรรค์กับเพื่อนได้อย่างสนุกสนาน  เทียบไม่ได้กับข้อเสียที่ตามมา  ไม่ว่าจะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกาย  ต่อคนรอบข้าง  ต่อหน้าที่การงาน  ล้วนแล้วก็ไม่มีใครอยากให้มีการสูญเสียเกิดขึ้น  ถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็ควรจะหลีกเลี่ยง  เพราะมันไม่คุ้มเลยกับสิ่งที่เสียไปครับ

ที่มาจาก: pangpond.com|>51008<|

วิตามินดีหรือไม่ดี

shutterstock_148109642

วิตามินถือได้ว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก หากคุณเลือกที่จะรับประทานวิตามิน เพื่อที่จะเป็นการบำรุงร่างกายให้กับตัวเอง ซึ่งเดี๋ยวนี้เป็นเทรนด์ฮิตที่กำลังมาแรงในไทยและต่างประเทศ ไม่ว่าจะไปไหน ก็จะเห็นมีผู้รับประทานวิตามินกันเป็นจำนวนมาก โดยไม่ได้เป็นเรื่องแปลกแต่อย่างใด ที่จะสามรถช่วยในการบำรุงร่างกาย ให้แข็งแรง และสามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองเช่นกัน รวมไปถึงป้องกันการเป็นโรคมะเร็งอีกด้วย แต่คุณอาจจะไม่รู้ว่าการรับประทานวิตามินนั้นมีผลอย่างไรบ้าง แต่คุณรู้หรือไม่ว่าการรับประทานวิตามินมากจนเกินไป นอกจากจะทำให้สิ้นเปลื้องแล้วล่ะก็ ยังอาจจะไม่ได้ช่วยให้สุขภาพดีขึ้นอย่างที่ได้มีการโฆษณาไว้เลย แถมยังทำให้มีคนตายอีกด้วย

สำหรับคุณเองเป็นคนหนึ่งที่รับประทานวิตามินมากจนเกินไปอาจจะส่งผลให้ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงก็ย่อมได้ เพราะฉะนั้นเรามาดูกันว่า การรับประทานวิตามินมากจนเกินไปนั้นจะส่งผลอย่างไรต่อร่างกายบ้าง

  • วิตามินทานมากก็ให้เกิดมะเร็งได้เช่นกัน จึงไม่ควรรับประทานมากจนเกินไป อาจจะทำให้เสียสุขภาพได้ ยิ่งถ้าคุณรับประทานมาก แทนที่จะมีสุขภาพดีกลับกลายเป็นว่าสุขภาพดูแย่ลง
  • วิตามินหากรับประทานมากเกินไป 100-150 มิลลิกรัมแบบติดต่อกันนานจนเกินไป จะส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันต้านทานต่ำลง ถ้ารับประทานจนถึง 200 มิลลิกรัมอาจจะทำให้เกิดอาการปวดท้อง และมีอาการท้องเสียงร่วมด้วย
  • รับประทานวิตามินมากอาจจะส่งผลให้เกิดอาการอาเจียน และกลายเป็นโรคโรหิตจางได้เช่นกัน ถ้าคุณเองรับประทานวิตามินมาก จนรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ดังนั้นวิตามินเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณว่าจะเลือกรับประทานในรูปแบบใด ที่เหมาะกับร่างกาย ยิ่งคุณรับประทานมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ร่างกายเสื่อมสภาพได้เช่นกัน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าวิตามินไม่ดีต่อสุขภาพ แต่คุณเองต้องรับประทานวิตามินให้เหมาะสมกับร่างกาย ไม่ควรรับประทานมากจนเกินไป

ที่มาจาก: pangpond.com|>51053<|

วิธีนั่งทำงานไม่ให้ปวดหลัง

shutterstock_163796696

สำหรับสาวออฟฟิศมักจะมีปัญหากับการนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมเป็นประจำ ปัญหานั้นเกิดจากการนั่งเก้าอี้ทำงานแล้วทำให้เกิดอาการปวดหลัง ผิดปกติ ซึ่งสิ่งนี่เอง ที่จะทำให้ร่างกายของคุณนั้น ดูมีปัญหาได้อย่างง่าย ๆ หากคุณเองมีวิธีในการนั่งเก้าอี้ไม่ให้ปวดหลัง ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องที่ยาก แต่ที่จริงแล้วเป็นเรื่องที่ง่ายมาก ๆ ถ้าคุณทำการศึกษาท่านั่งสำหรับในการทำงานที่ถูกต้อง และมีความเหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด

นั่งเก้าอี้ไม่ให้ปวดหลัง

– วิธีช่วยไม่ให้ปวดหลัง โดยการคิดและวิเคราะห์เบาะเก้าอี้ ว่าจะต้องมีขนาดใด นั่งแล้วมีความอึดอัดหรือไม หากเบาะมีขนาดใหญ่เกินไปควรที่จะหาหมอนมาทำการหนุนหลัง หลังจากนั้น นั่งให้เต็มก้น แล้วให้หลังพิงพนัก จะสามารถช่วยลดอาการปวดคอ ในขณะที่นั่งทำงานอยู่ก็ได้

– หาที่พักแขน ควรตรวจดูความแข็งแรงที่คุณเองจะมีการยันตัวคุณให้ลุกขึ้น และจะต้องอยู่ในตำแหน่งที่มีความเกะเวลาในการพิมพ์งาน นอกจากนี้แล้ว ข้อศอกก็ควรที่จะว่างอยู่ในระดับเดียวกับพื้นโต๊ะอีกด้วย เพื่อป้องกันไหล่ไม่ให้เกิดอาการเกร็ง ๆ ได้เช่นกัน วิธีนี้จะสามารถช่วยคุณได้

– โต๊ะทำงานต่ำกว่าเก้าอี้ เมื่อคุณเองมีการอ่านหนังสือ ก็ควรที่จะหาอุปกรณ์มาทำการเสริมให้หนังสือมีระดับที่สูงถึงหน้าอก เพื่อเป็นการป้องกันทางด้านกล้ามเนื้อและคอทำงานหนักมากจนเกินไป จะส่งผลให้มีการปวดหลัง เกิดจากการก้มอ่านหนังสือมากจนเกินไป

ดังนั้น การนั่งเก้าอี้อย่างไรไม่ให้ปวดหลังนั้น คุณเองก็สามรถปฏิบัติได้อย่างง่ายเลย เพียงคุณทำตามขั้นตอนที่ได้บอกไป ก็จะสามารถป้องกันการปวดหลัง ปวดคอ หรือปวดตามบริเวณอื่น ๆ อีกก็เป็นได้ และนี่ก็ถือได้ว่าเป็นวิธีการในการแก้ไขแบบง่าย ๆ และไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด

ที่มาจาก: pangpond.com|>51051<|

การรับประทานยาคู่กับอาหารส่งผลร้ายต่อร่างกายได้

shutterstock_129618488

หลายคนมักจะเกิดอาการเจ็บป่วยกันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเล็ก ๆ หรือน้อย ก็มักจะต้องหายามารับประทานกันเอง โดยเฉพาะเป็นยาพาราเซตามอล ซึ่งบางครั้งอาการปวดต่าง ๆ เหล่านี้ อาจจะสามารถบรรเทาได้ด้วยวิธีทางธรรมชาติ โดยที่ตัวคุณเองไม่ต้องรับประทานยากันก็ได้ จากาการสำรวจได้ว่าการใช้ยาพาราเซตามอลแบบเกินขนาดมากเกินไปทุก ๆ ปี ย่อมจะมีการสะสมอยู่ในร่างกายได้อย่างแน่นอน เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่คิดว่าการรับประทานยาเซตามอล ซึ่งเป็นยาพื้นฐาน เมื่อปวดหัวเมื่อใดก็จะมีรับประทานยาพราราเซตามอลกันอย่างเดียว แต่คุณเองไม่รู้เลยว่าในระยะเวลาในการรับประทานยานั้นจะมีโทษอย่างไรต่อตับบ้าง

การจับคู่ยาแบบผิด ๆ ก็อาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพได้เช่นกัน

1.ยาแอสไพริน ยาเกี่ยวกับการลดความดัน ยาละลายในลิ่มเลือด และยาแก้แพ้ ไม่ควรรับประทานคู่กับน้ำมันปลา เนื่องจากจะทำให้เลือดมีการแข็งตัวได้ช้ามาก และมีเลือกไหลแบบไม่หยุด

2.แคลเซียมเสริม และแคลเซียมแบบสด ซึ่งบางคนอาจจะมีการรับประทานที่มีแคลเซียมที่มีเพียงพอและยังสามารถที่จะรับประทานแคลเซียมได้อีก ซึ่งในการได้รับแคลเซียมมากจนเกินไป แคลเซียมก็จะไปทำการจับหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดกลายเป็นหลอดเลือดตีบตัน

3.กาแฟ และแคลเซียมในการรับประทานกาแฟกับแคลเซียมด้วยกันจะทำให้การดูดซึมของแคลเซียมนั้นออกจากระดูกได้อย่างง่าย ๆ

4.ยากกับเครื่องดื่มไม่ควรรับประทานคู่กัน เช่น น้ำส้มกับยา ซึ่งเครื่องดื่มเหล่านี้จะทำให้ไปรบกวนในการทำงานของยาได้แต่ละตัว ทำให้มีการออกฤทธิ์เพิ่มขึ้นทำให้กลายเป็นการดื้อยากันภายหลัง

ดังนั้น การใช้ยาคู่กับอาหาร หรือคู่กับสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นอันตรายก็อาจจะส่งผลร้ายให้กับร่างกายได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น คุณควรหาข้อมูลเกี่ยวกับการรับประทานยาอย่างไรไม่ให้ส่งผลเสียต่อร่างกายได้ได้นั่นเอง และนี่ก็ถือได้ว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก สำหรับทุก ๆ คนเลยก็ว่าได้

ที่มาจาก: pangpond.com|>51016<|

มาดูกัน!!! หลังจากออกกำลังกายเสร็จแล้ว ควรกินอะไรบ้าง

shutterstock_144319231

               หนุ่ม ๆ สาว ๆ สมัยนี้หันมาให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายกันมาก  เพราะต้องการสัดส่วนที่กระชับ  รูปร่างที่ดูดี  และที่สำคัญคือหันมาใส่ใจในเรื่องอาหารการกิน  ซึ่งถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่รักสุขภาพจะต้องเรียนรู้ว่าหลังการออกกำลังกาย  เราควรจะกินอะไร  เพื่อให้มีปริมาณที่เหมาะสมกับพลังงานที่ต้องได้รับในแต่ละวัน

                 สำหรับอาหารที่เหมาะสมหลังจากออกกำลังกายเสร็จแล้ว  มีดังนี้

            –  โปรตีน  หลังจากออกกำลังกายสัก 2  ชั่วโมง  ควรจะทานโปรตีน  10 – 20  กรัม  จะช่วยลดอาการปวดของกล้ามเนื้อ  ช่วยลดการสูญเสียของมวลกล้ามเนื้อที่ถูกใช้งานไป  อาหารจำพวกนี้ได้แก่  นมถั่วเหลือง สลัดผักขม  อะโวคาโด  เป็นต้น

            –  ผลไม้  เช่น  บลูเบอร์รี  กล้วย แอปเปิล  เพราะผลไม้เหล่านี้จะมีสารที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระค่อนข้างสูง  ประกอบไปด้วยวิตามินหลายชนิด  ทำให้ลดการอยากอาหาร และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ร่างกายสดชื่น  ชะลอความแก่ก่อนวัยได้อย่างดีเยี่ยม

            –  ปลาแซลมอน  ด้วยคุณภาพของ  โอเมก้า 3  จะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของกล้ามเนื้อให้ดีขึ้น  แถมยังทำให้ระบบการทำงานของร่างกายเป็นไปอย่างไม่ติดขัด

            –  น้ำเปล่า  ปกติคนเราต้องดื่มน้ำให้มาก ๆ เพื่อทดแทนเหงื่อที่เสียไปตลอดทั้งวัน  ในระหว่างการออกกำลังกายและหลังควรจะดื่มน้ำ  จิบบ่อย ๆ จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ร่างกาย  ป้องกันไม่ได้เกิดการเป็นตะคริวในระหว่างการออกกำลงกาย  ระบบไหลเวียนโลหิตก็จะทำงานได้ดียิ่งขึ้น

            –  น้ำส้มคั้นบริสุทธิ์  เพราะส้มอุดมไปด้วยวิตามินซีสูง  และมีสารที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ  ช่วยไม่ให้เกิดโรคลักปิดลักเปิด  ถ้าดื่มแล้วจะทำให้ร่างกายได้รับความสดชื่น  กระปรี้กระเปร่า  มากขึ้น

            –   ดื่มนม  นมจะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว  เพราะในนมมีโพแทสเซียมที่จะช่วยในเรื่องการเต้นของหัวใจ  และเลี้ยงสมองให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

            –  ไข่  เราคงรู้กันดีอยู่แล้วว่าไข่นั้นมีโปรตีนสูง  และที่สำคัญคือราคาไม่แพง  หาซื้อได้ง่ายมาก  มิหนำซ้ำคุณประโยชน์ของไข่นั้นเหลือล้น  เพราะจะช่วยในการสร้างกล้ามเนื้อให้มีความแข็งแรง  จึงสังเกตได้ง่ายจากนักเพาะกล้ามที่นิยมกินไข่บำรุงร่างกาย

            ความคิดผิด ๆ  ของคนส่วนใหญ่ที่มักคิดว่าหลังออกกำลังกายไม่ควรกินอะไรเลย  เพราะจะยิ่งเพิ่มความอ้วนให้ร่างกาย  แท้จริงแล้วการไม่กินจะยิ่งทำให้เราโหย  ใจสั่น  เหนื่อยล้า  ร่างกายไม่สดชื่น  ฉะนั้นจึงควรเลือกกินอาหารที่เหมาะสม  ในปริมาณที่พอดี  เท่านี้คุณก็คลายกังวลเรื่องความอ้วนถามหาแล้วครับ

ที่มาจาก: pangpond.com|>51014<|

ปัญหาเมื่อสมาร์ทโฟนไม่ “สมาร์ท” อย่างที่คิด

appshortcuts2_w_600

บางครั้งสมาร์ทโฟนก็ไม่ได้สมาร์ท  (ฉลาด)  อย่างที่คิดครับ เพราะมีปัญหาการใช้งานมากมายเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา วันนี้เรารวบรวมเอาปัญหาและวิธีการแก้ไขมารวมไว้ให้คุณได้รู้กันครับ

          –  ต้องชาร์จโทรศัพท์แบบวันต่อวัน  (หรือหนึ่งวันต่อหลายครั้ง)

            หากเมื่อก่อนเราสามารถใช้โทรศัพท์ได้หลาย ๆ วันโดยไม่ต้องชาร์จ  แต่ในวันนี้ที่สมาร์ทโฟนครองเมืองเรากลับทำเช่นนั้นไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

            เนื่องด้วยการใช้งานแอพพลิเคชั่นมากมายในเครื่องทำให้แบตเตอรี่หมดวูบได้ง่าย ๆ  วิธีการแก้ไขง่าย ๆ ที่ช่วยยืดอายุแบตที่  Lifehacker  แนะนำก็คือหากเป็น  iPhone  ก็ปิดแจ้งเตือนต่าง ๆ เสียหากไม่จำเป็น  เช่น  แจ้งอีเมลใหม่  แจ้งเตือนเฟซบุ๊ค  เป็นต้น  นอกจากนั้นหากใช้แอพฯ  ไหนเสร็จก็ให้ปิดการใช้งานโดยการกดปุ่มโฮมค้างไว้สักครู่

            ส่วนสมาร์ทโฟนที่เป็นระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์  วิธีการที่ทำได้ก็คือ  การลดความสว่างของหน้าจอให้เหลือประมาณ  10 %  พอ  นอกจากนั้นคุณทราบไหมว่าการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่าน  wifi  จะกินไฟน้อยกว่า  3G  อีกทั้งไม่ควรจะวางทิ้งสมาร์ทโฟนไว้ในที่ที่มีอุณหภูมิสูง

          –  ฟังก์ชั่นแก้คำผิดที่ไม่ฉลาด

            เคยไหมกับปัญหาพิมพ์แช็ตแล้วฟังก์ชั่นแก้คำผิดในสมาร์ทโฟนดันเปลี่ยนคำที่เราคิดกลายเป็นคำอะไรก็ไม่รู้  นอกจากนั้นยังมีปัญหาแป้นตัวอักษรที่เล็กทำให้กดผิดกดพลาดอีก  วิธีแก้ไขไม่ยากอย่างที่คิด  Lifehacker  แนะนำว่า  ”ก็ฝึกฝนทักษะการกดไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็ชินเอง”  นอกจากนั้นสมัยนี้มีแป้นพิมพ์รูปแบบอื่น ๆ มาให้ดาวน์โหลดกันอีก  เราเพียงแค่เลือกอันที่ถนัดที่สุดก็พอ

          –  แอพฯ  ไฟล์ทบังคับ

            คุณอาจจะรู้หรือไม่รู้ตัวว่าสมาร์ทโฟนของคุณนั้นมีแอพฯ  มากมายที่ติดมากับเครื่องโดยไม่สามารถ  Uninstall  ออกไปได้  นอกจากปัญหากวนใจที่มันมาเบียดเบียนพื้นที่สมาร์ทโฟน  ส่วนวิธีแก้นั้นก็ไม่ง่ายเลยสำหรับแอนดรอยด์  Root  ส่วนไอโฟนต้อง  Jailbreak  (ซึ่งหาวิธีที่เหมาะสมกับสมาร์ทโฟนรุ่นที่คุณใช้ได้ทั่วไปตามอินเตอร์เน็ต)  เท่านั้น

          –  ความทนทานลดลง  (มาก)

            คุณยังจำตอนที่ยังไม่ใช้สมาร์ทโฟนได้ไหม? ตอนนั้นไม่ว่าคุณจะทำมันตก  กระแทก  หรือโดนฝนเล็ก ๆ น้อย ๆ กี่ครั้งก็ยังไม่เครียดเท่าตอนนี้  ที่พอตกทีเดียวใจแทบสลาย  แถมตัวเครื่องยังบางลงไปเรื่อย ๆ เสี่ยงกับการแตกหักได้ง่าย  วิธีที่เราทำได้ก็คือหาเคสมาใช้เสียและคอยระวังเท่าที่จะทำได้

          –  รูปถ่ายอย่างไรก็ไม่สวยเท่ากล้อง

            แม้สมัยนี้กล้องสมาร์ทโฟนจะก้าวล้ำนำสมัยไปแค่ไหน  แต่อย่างไรก็ตามคุณภาพของรูปก็สู้รูปถ่ายจากกล้องถ่ายรูปจริง ๆ ไม่ได้อยู่แล้ว

            แต่ปัญหานี้เหล่านักพัฒนาเทคโนโลยีกล้องในสมาร์ทโฟนก็พยายามพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งยังมีพวกแอพพลิเคชั่นแต่งรูปมากมายที่ช่วยแต่งเติมสีสันให้สวยงามไม่แพ้การแต่งรูปแบบมืออาชีพ  ส่วนความคมชัดก็ยิ่งมีการพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะยังไม่ถึงขั้นกล้อง  DSLR  ก็ตาม

          –  จอมขโมยเวลาว่าง

            สมัยนี้คนว่างเมื่อไรเป็นต้องหยิบเอาสมาร์ทโฟนขึ้นมาจิ้ม ๆ เลื่อน ๆ จนทำให้กลายเป็นตัวขโมยเวลาของเราไปจากกิจกรรมอื่น ๆ ที่จะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง  และปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาอีกก็คือ  จากที่หยิบออกมาเวลาว่างก็กลายเป็นว่าต้องหยิบมาจิ้ม ๆ ทุกเวลา  ไม่ว่าจะขับรถอยู่ก็ตาม  (คุณเคยเห็นคนขี่มอเตอร์ไซค์ไปพลางจิ้มโทรศัพท์ไปพลางหรือเปล่า? มันมีจริง ๆ นะ)

            จริง ๆ ข้อนี้ปัญหาไม่ได้เกิดจากสมาร์ทโฟน  แต่เป็นตัวผู้ใช้  ดังนั้นการแก้ก็จะต้องเริ่มแก้ที่ตัวเองก่อน  โดยการลดการก้มหน้าก้มตาอยู่กับสมาร์ทโฟนออกไปทำกิจกรรมอื่น ๆ บ้าง  เข้าสังคม  เลี้ยงหมา  ทำอาหาร  ฯลฯ  หรือทำเป็นลืม ๆ ไปบ้างก็ได้เวลาที  Notification  เข้ามา

          –  ตกรุ่นเร็วเหลือเกิน

            สมัยก่อนการที่เราซื้อโทรศัพท์สักเครื่องนั่นหมายความว่าเราจะต้องอยู่กับมันไปอีกหลายปี  (เพราะราคาที่แพงกว่าสมัยนี้มากที่เดียว)  แต่สมัยนี้ด้วยความที่ราคาลดลงและเทคโนโลยีที่ก้าวไปเร็วมาก  มีรุ่นใหม่ ๆ ออกมาตลอดเวลา  ทำให้คนส่วนหนึ่งมีแนวโน้มในการเปลี่ยนโทรศัพท์บ่อยขึ้น  (มาก)

            แถมยุคนี้โทรศัพท์กลายเป็นของที่ซื้อง่ายขายคล่อง  เอาเครื่องเก่ามาพร้อมกับเงินเพิ่มขึ้นอีกนิดก็ได้เครื่องใหม่  ทำให้เป็นการชักจูงจิตใจให้คนอยากเปลี่ยนง่ายขึ้น

            เรื่องนี้คุณก็ต้องแก้ที่ตัวเองอีกแล้ว  โดยบอกตัวเองว่าไม่จำเป็นจะต้องตามเทรนด์เกินไป  เพราะอย่างไรเทคโนโลยีนั้นมันก้าวไปเร็วมากอยู่แล้ว  ยิ่งหากเราจะต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อเปลี่ยนโทรศัพท์เครื่องใหม่ไปเรื่อย ๆ ก็คงไม่ดีกับชีวิตนักหรอก

          –  ค่าโทรศัพท์รายเดือนสูงขึ้นโดยใช่เหตุ

            หากเมื่อก่อนการจ่ายค่าโทรศัพท์รายเดือนของคุณคือค่าโทร  สมัยนี้หากคุณเป็นเจ้าของสมาร์ทโฟนสักเครื่อง  นอกจากค่าโทรแล้วคุณจะต้องเสียค่าแพ็กเกจต่าง ๆ อีกมากมาย  (หากคุณซื้อโดยการผ่อนก็จะต้องเสียค่าผ่อนรายเดือนอีกต่างหาก)

            สิ่งที่คุณทำได้เพื่อลดรายจ่ายรายเดือนที่ไม่จำเป็นก็คือประเมินการใช้งานสมาร์ทโฟนของตัวเองตามจริง  หากคุณมักจะต่อการใช้งานอินเตอร์เน็ตด้วย  wifi  ทั้งที่ทำงานและที่บ้าน  คุณก็ไม่จำเป็นจะต้องเสียค่าแพ็กเกจอินเตอร์เน็ต  3G  แบบ  Unlimited  หรอก

            หรือหากคุณเป็นคนที่ใช้งานโทรศัพท์โดยการโทรมาก  คุณก็สามารถปรึกษากับเครือข่ายของคุณว่าแพ็กเกจการโทรอันไหนที่จะคุ้มค่าและเหมาะสมกับการ  “เน้นโทร”  มากที่สุด  อย่างนี้เป็นต้น

            รู้แบบนี้แล้วอย่าลืมนำวิธีการนี้ไปใช้ด้วยนะครับ คุณจะได้สมาร์ทในการใช้งานเจ้าปัจจัยที่ 5 ในการดำเนินชีวิตแบบไม่ต้องหัวเสียและสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุครับ

ที่มาจาก: pangpond.com|>51006<|

ดื่มกาแฟดียังไง เรามีคำตอบให้

shutterstock_290877590

ดื่มกาแฟกันทุกวัน  รู้หรือไม่ว่าประโยชน์ของกาแฟนั้นดีอย่างไร  ทำไมคนชอบดื่มกันจัง ในแง่มุมของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป  ทั้งที่มองว่าดี  และไม่ดี  ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะชอบมองแค่ว่ากาแฟทำให้นอนไม่หลับ  ใจสั่น  แถมยังเสี่ยงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุนได้ด้วย  แต่ตรงกันข้ามกาแฟมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย  ป่ะ..ไปดูกัน

            –  มีข่าวดีสำหรับคอกาแฟ  เพราะคุณจะมีความจำดี  ปฏิภาณไหวพริบเป็นเลิศ  ลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์  ซึ่งมีงานวิจัยได้เปิดเผยว่าถ้าดื่มกาแฟวันละ  4-5  ถ้วย  ของคนวัยกลางคน  จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ถึง  65%

            –  ในกรณีที่ชงกาแฟแบบไม่ใช่น้ำตาล  และคอฟฟี่เมท  มีงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าการดื่มกาแฟ จะช่วยป้องกันการเกิดไวรัสตับอักเสบ B  โรคหอบหืด  โรคตับ  โรคมะเร็งต่าง ๆ เนื่องจากคาเฟอีนจะไปช่วยยับยั้งการเกิดของเซลล์ผิดปกติ    เช่น  ผลงานวิจัยของมหาวิทยาฮาร์วาร์ด  กล่าวว่า  ผู้ที่ดื่มกาแฟจะมีอัตราการเป็นโรคมะเร็งต่ำกว่าผู้ที่ไม่ได้ดื่ม

            –  ช่วยบำรุงหัวใจ  ยืนยันจากมหาวิทยาลัยฮาโรโคปิโอ  ประเทศกรีซ  ได้เผยว่าการดื่มกาแฟวันละ  1-2  แก้วเป็นประจำ  จะช่วยให้การเต้นของหัวใจสม่ำเสมอ  และลดการเกิดโรคหัวใจได้  88%  เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ดื่มเลย

              –  ช่วยในเรื่องลดความอ้วน  นั่นเป็นเพราะว่ากาแฟมีประโยชน์ต่อกระเพาะอาหาร  ทำให้ระบบการย่อยดีขึ้น สามารถเผาผลาญไขมันได้ดี

            –  ลดอาการเมื่อยล้าที่เกิดหลังจากออกกำลังกาย  เพราะกาแฟคาเฟอีนที่มีฤทธิ์กระตุ้นสลายไขมันให้กลายเป็นพลังงาน  ทำให้ร่างกายทนต่อความเหนื่อยล้าได้เป็นอย่างดี

          –  ลดความแก่ชราของร่างกาย  กาแฟมีสารที่ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระช่วยในการไล่ความชราชั้นยอด  ซึ่งมีข้อมูลจากนักวิทยาศาสตร์มากกว่า  19,000  คน  ที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับกาแฟ  ได้ยืนยันว่าในกาแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าในชาเขียวถึง  4  เท่า  ส่งผลให้มีความจำดีขึ้น และมีสาระสำคัญที่ป้องกันการแก่ก่อนวัย  เพิ่มการเผาผลาญไขมัน  ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวาน  และช่วยลดอาการโรคไมเกรนได้อีกด้วย

              –  โรคซึมเศร้าจะไม่ถามหา  นักวิจัยค้นพบว่า  ผู้หญิงที่ดื่มกาแฟวันละ 4 ถ้วย  เสี่ยงที่เป็นโรคซึมเศร้าลดลง 1 ใน  5  และหากดื่มวันละ  2 – 3 ถ้วย  ความเสี่ยงจะเป็นโรคซึมเศร้าลดลง  15 %

            เห็นไหมครับว่ากาแฟไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะแค่ทำให้คุณกระปรี้กระเปร่าในยามเช้า  และคลายความง่วงระว่างวันเท่านั้น  ยังมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพอีกมากมายที่เราไม่เคยรู้มาก่อน  แต่ทางที่ดีเราควรเลือกดื่มให้ถูกวิธีและถูกเวลาจึงจะไม่ส่งผลร้ายให้ตัวคุณเอง  เท่านี้ก็สบายใจได้แล้วครับ

ที่มาจาก: pangpond.com|>51004<|

นี่เลย!!!สไตล์การแต่งบ้านยอดนิยม

shutterstock_206695282

คนสมัยนี้ให้ความสนใจในเรื่องการตกแต่งบ้านเป็นอย่างมาก  โดยเฉพาะชาวกรุงที่เริ่มตกแต่งบ้านที่เน้นสไตล์รักธรรมชาติ  และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากขึ้น  นั่นเป็นเพราะประเทศเราเป็นเมืองร้อน  ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ  จนแทบไม่อยากก้าวขาออกไปไหนเลย  หลายคนจึงมีความคิดที่จะแต่งบ้านแต่สวน  ให้มีความรู้สึกเย็นสบาย  ในสไตล์การตกแต่งที่หลากหลาย  ซึ่งจะมาพูดกันในวันนี้

สไตล์การแต่งบ้านนั้นมีหลากหลายสไตล์ดังนี้ครับ

            -การแต่งบ้านสไตล์คันทรี  (Country Style)  ทุกวันนี้เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายมาก  ซึ่งส่วนใหญ่การตกแต่งแบบนี้จะปรากฏให้เห็นบ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือนตามชนบท  บ้านทรงไทย  หรือเห็นได้ตามโรงแรม  หรือรีสอร์ท  เพื่อให้คนที่เข้ามาพักอาศัยได้กลิ่นไอของธรรมชาติตามชนบทมากที่สุด  หรือแม้แต่ร้านอาหาร  ร้านสปา  ก็ยังชื่นชอบการตกแต่งแบบนี้เช่นกัน   วัสดุก็หาได้ไม่ยากเลย  เช่น  อาจจะหาตะกร้าสานมาแขวนไว้ในห้องครัว  เป็นต้น  ซึ่งเอกลักษณ์พิเศษที่บ่งบอกถึงการตกแต่งสไตล์นี้ก็คือ  ข้าวของเครื่องใช้ส่วนใหญ่จะเป็นไม้ย้อมสี  ที่โชว์ลายเสี้ยนไม้แบบหยาบ ๆ  ให้ความรู้สึกถึงชนบทที่แท้จริงนั่นเอง

            -การแต่งบ้านสไตล์โมเดิร์น  (Modren Style) จะเป็นสไตล์การแต่งบ้านที่ค่อนข้างเรียบง่าย  เน้นอะไรที่น้อยละเอียดของเฟอร์เจอร์สไตล์โมเดิร์น  คือไม่เน้นลวดลาย  จัดวางทุกอย่างไว้อย่างเป็นสัดส่วนได้อย่างลงตัว  โทนสีที่ใช้จะเป็นแนว  สุขุม  นุ่มลึก  และเนี้ยบไปในตัว  ซึ่งจะใช้สีเพียงไม่กี่สี  แต่แลดูแล้วสะอาดตา  ไม่รกรุงรัง  ตัวอาคารมีลักษณะทรงเลขาคณิต  เน้นติดกระจก  เพราะให้ความรู้สึกโล่ง  โปร่งสบาย

            -การแต่งบ้านสไตล์วินเทจ  (Vintage)  ที่เน้นสีที่ดูแล้วสบายตา  เช่น  สีขาว  สีชมพูอ่อน ๆ  สีน้ำตาล  เป็นโทนสีหลัก  เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ก็จะออกแนวโทนสีคล้าย ๆ กันหรือออกไปในทางเดียวกันเลย  ซึ่งส่วนใหญ่สาว ๆ ชอบกันมาก  เพราะเป็นแนวที่น่ารัก  สดใส  คิกขุอาโนเนะ  อย่างกับหลุดไปอยู่ในโลกการ์ตูน  เหมาะกับคนที่มีนิสัยอ่อนหวาน  นุ่มนวลเป็นพิเศษ

            -การตกแต่งบ้านสไตล์คลาสสิค  (Classic Style)  เป็นที่นิยมกันมากในหมู่ไฮโซ  หรือเหล่าคนรวยทั้งหลาย  ที่จะเน้นความหรูหราเป็นหลัก  เฟอร์นิเจอร์ทั้งหลายจะมีลวดลายประณีตสูง  ใช้เครื่องหนังตอกหมุดทองเหลือง  ปูพรมตกแต่งพื้นอย่างสวยหรู  บ่งบอกถึงฐานะของเจ้าของบ้าน  รูปทรงตัวบ้านจะมีลักษณะเพดานสูง  ใช้โคมไฟระย้าสวยงาม

            -การตกแต่งบ้านสไตล์แนวร่วมสมัย (Contemporary Style)  จะเป็นการผสมผสานระหว่างการตกแต่งบ้านแบบ  โมเดิร์น  กับ  คลาสสิค  เข้าด้วยกัน  ไม่ได้หรูหราและโมเดิร์นมากจนเกินไป  เป็นการตกแต่งระดับกลาง ๆ ที่ให้ความรู้สึกเป็นสัดส่วน  เรียบง่าย  อบอุ่น  ได้อย่างลงตัว

เท่าที่ได้กล่าวมาข้างต้นก็คงทำให้หลายคนนึกภาพออกบ้างนะครับว่าการตกแต่งบ้านแต่ละสไตล์นั้นเป็นแบบไหน  หลายคนหลากสไตล์  แล้วแต่ความชอบส่วนบุคคล  ลองนำไปใช้ในการตัดสินใจในการแต่งบ้านของคุณดูนะครับ

ที่มาจาก: pangpond.com|>51000<|